เทียบใบเสนอราคาผลิตชิ้นส่วนโลหะยังไงให้ไม่พลาด? ดูลึกกว่าแค่ “ราคาต่อชิ้น” ฉบับจัดซื้อต้องรู้!

สวัสดีครับเพื่อนๆ ฝ่ายจัดซื้อและทุกคนที่ต้องดิวงานกับโรงงานผลิตชิ้นส่วนโลหะ ผมเชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยเจอปัญหาคลาสสิกเวลาส่งแบบไปขอราคา 3-4 เจ้า แล้วได้ใบเสนอราคากลับมาแบบงงๆ เจ้าแรกราคาถูกจนน่าตกใจ ส่วนอีกเจ้าแพงจนเจ้านายถามว่าเขากะรวยรวดเดียวเลยหรือเปล่า

เวลาเจอแบบนี้ ถ้าเราเลือกเจ้าที่ “ราคาต่อชิ้น” ถูกที่สุดไปเสนอหัวหน้าเลย ผมบอกเลยว่ามีความเสี่ยงสูงมากที่จะโดนช่างหรือฝ่ายผลิตมาโวยทีหลังครับ เพราะงานเหล็ก งานอะลูมิเนียม หรืองานสแตนเลส มันมี “รายละเอียดซ่อนเร้น” อยู่เยอะมาก วันนี้ผมเลยจะมาแชร์ทริคแบบคนทำงานจริง ว่าเวลาเรากางใบเสนอราคาเทียบกัน เราต้องจับผิดและจับถูกตรงไหนบ้าง เพื่อให้ได้ซัพพลายเออร์ที่คุ้มค่าที่สุด และมีเหตุผลหนักแน่นไปอธิบายเจ้านายแบบหล่อๆ ครับ

ทำไมราคาต่อชิ้นถูกสุด ถึงอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด?

ในวงการผลิตชิ้นส่วนโลหะ ต้นทุนมันไม่ได้มีแค่ค่าเหล็กกับค่าแรงช่างตีบวกกำไรครับ มันยังมีค่าเตรียมการต่างๆ ซึ่งโรงงานแต่ละแห่งมีสไตล์การเสนอราคาไม่เหมือนกัน บางแห่งชอบเหมารวมไปในราคาต่อชิ้นเลย ในขณะที่บางแห่งแยกยิบย่อยออกมาให้เห็น ถ้าเราดูแค่บรรทัดสุดท้ายอาจจะตัดสินใจพลาดได้ง่ายๆ ลองมาไล่ดูเช็คลิสต์ 4 ข้อนี้ไปพร้อมกันครับ

1. ตั้งต้นให้ตรงกัน: สเปค วัสดุ และจำนวน ต้องเป๊ะ!

จุดแรกสุดที่ต้องดูคือ “พวกเขาตีโจทย์จากแบบเดียวกันเป๊ะๆ ไหม?” บางทีเราส่งแบบไปขอราคาเหล็ก เกรด SUS304 แต่โรงงานที่ตีราคามาถูกสุดอาจจะแอบเสนอเกรด SUS201 หรือเกรดเทียบที่ถูกกว่ามาให้โดยไม่บอกชัดเจน หรือเรื่องของ Tolerance (พิกัดความเผื่อ) งานที่ต้องการความแม่นยำสูงระดับบวกลบไม่เกิน 0.01 มิลลิเมตร ย่อมแพงกว่างานหยาบๆ

อีกเรื่องคือ “จำนวน” ครับ งานสเปคเดียวกัน ถ้าสั่ง 100 ชิ้น กับ 1,000 ชิ้น ราคาต่อชิ้นต่างกันคนละโลกเลย เพราะฉะนั้นก่อนจะเทียบราคา เช็คก่อนว่าทุกเจ้าเสนอราคาบนพื้นฐานของวัสดุเกรดเดียวกัน ความละเอียดเท่ากัน และจำนวนที่ขั้นต่ำ (MOQ) เท่ากันเป๊ะๆ

2. ส่องหา “ต้นทุนแฝง”: ค่า Setup, จิ๊กฟิกเจอร์ และงานผิว

ตรงนี้แหละครับคือจุดตายที่ทำให้งบบานปลาย งานโลหะส่วนใหญ่ไม่ใช่แค่เอาเหล็กเข้าเครื่องแล้วเสร็จ มันต้องมีเครื่องมือช่วย

  • ค่า NRE / ค่า Setup: ค่าตั้งเครื่องจักร เขียนโปรแกรม CNC
  • ค่าจิ๊กและฟิกเจอร์ (Jig & Fixture): อุปกรณ์จับยึดชิ้นงานให้ได้ฉากได้มุมตอนเชื่อมหรือกลึง บางโรงงานแยกก้อนนี้มาเป็นหลักหมื่น แต่จ่ายครั้งเดียวจบ สั่งลอตหน้าไม่ต้องจ่ายแล้ว ขณะที่บางโรงงานเอาไปหารเฉลี่ยบวกในราคาต่อชิ้น
  • ค่างานผิว (Surface Finish) และค่าตรวจสอบ: ชุบซิงค์ พ่นสี อะโนไดซ์ หรือการออกเอกสาร Report ผลเทสต์ต่างๆ (เช่น CMM) รวมมาให้หรือยัง? ถ้าเจ้าที่ถูกสุดเขียนมาสั้นๆ แค่ “ค่าผลิตชิ้นงาน” ให้ระวังไว้เลยว่าตอนจบงาน คุณอาจต้องไปจ้างชุบสีเอง หรือโดนชาร์จเพิ่มทีหลัง

3. เวลาคือเงิน: ระยะเวลาผลิต การส่งมอบ และค่าขนส่ง

เจ้าที่เสนอราคามาถูกมาก อาจจะคิวทอง ต้องรอของ 45 วัน ในขณะที่อีกเจ้าแพงกว่านิดหน่อยแต่ 14 วันส่งของได้เลย ถ้าไลน์ผลิตฝั่งเรากำลังช็อต ของขาด การยอมจ่ายแพงกว่าอาจจะคุ้มกว่าการรอจนโรงงานเราต้องหยุดสายพานการผลิตครับ

นอกจากนี้ อย่าลืมดูเงื่อนไขการส่งมอบ (Incoterms) หรือค่าขนส่ง เจ้า A อยู่ใกล้สมุทรปราการ ส่งฟรี เจ้า B อยู่ระยอง คิดค่ารถเหมาเที่ยวละ 5,000 บาท พอเอาค่าขนส่งมารวม ต้นทุนรวมของเจ้าที่ดูแพงกว่าตอนแรก อาจจะกลายเป็นถูกกว่าและจัดการง่ายกว่าก็ได้ครับ

4. แผนสำรองตอนงานงอก: เงื่อนไขเคลมและการแก้ไขชิ้นงาน

งานโลหะผลิตออกมา 1,000 ชิ้น โอกาสที่จะมีงานไม่ได้ศูนย์ มีรอยเชื่อมไม่สวย หรือหลุดสเปค มันเกิดขึ้นได้ครับ คำถามคือ “ถ้างานเสีย ใครรับผิดชอบ?” ในใบเสนอราคาที่ดี หรือในสัญญาเบื้องต้น ควรมีการระบุให้ชัดเจนว่า ถ้ารับของมาแล้วชิ้นงานไม่ตรงตาม Drawing หรือใส่ประกอบไม่ได้ ซัพพลายเออร์จะแก้ไขให้ฟรีภายในกี่วัน หรือมีเงื่อนไขการหักเงินยังไง บางเจ้าถูกมากแต่พองานเสียปุ๊บ ปัดความรับผิดชอบหรือคิดค่าแก้งานเพิ่ม แบบนี้จัดซื้อเหนื่อยแน่นอนครับ

เทคนิคทำตารางเทียบราคา (Apple to Apple) ให้เจ้านายอนุมัติง่ายขึ้น

พอเรารู้แล้วว่าต้องดูอะไรบ้าง คราวนี้เวลาจะทำสรุปเสนอหัวหน้า หรือชี้แจงเหตุผลให้วิศวกรฟัง ผมแนะนำให้ทำตารางเปรียบเทียบหรือที่จัดซื้อชอบเรียกกันว่าตารางเทียบสเปคแบบ Apple to Apple ครับ อย่าแค่แคปรูปใบเสนอราคาไปแปะ แต่ให้แตกรายละเอียดออกมาเป็นบรรทัดตามนี้เลย

  • แถวที่ 1: ราคาต่อชิ้น (ที่สเปคและจำนวนเดียวกัน)
  • แถวที่ 2: ค่าใช้จ่ายที่จ่ายครั้งเดียว (One-time cost) เช่น ค่าแม่พิมพ์ ค่าจิ๊กฟิกเจอร์
  • แถวที่ 3: ค่าใช้จ่ายแฝงอื่นๆ เช่น ค่าแพ็คเกจจิ้ง ค่าทำสี ค่าขนส่ง
  • แถวที่ 4: Total Cost of Ownership (ต้นทุนรวมทั้งหมดที่บริษัทต้องจ่ายจริงสำหรับลอตนี้)
  • แถวที่ 5: ระยะเวลาส่งมอบ (Lead Time)
  • แถวที่ 6: เงื่อนไขการจ่ายเงิน (Credit Term) เช่น จ่ายสดมัดจำ 50% หรือเครดิต 30 วัน
  • แถวที่ 7: ประวัติความน่าเชื่อถือและการรับประกันงานเสีย

พอเรากางตารางแบบนี้ออกมาปุ๊บ ภาพมันจะชัดเจนมากครับ เราอาจจะชี้เป้าไปที่ “เจ้า B” พร้อมให้เหตุผลว่า “แม้ราคาต่อชิ้นของเจ้า B จะแพงกว่าเจ้า A 5 บาท แต่เขารวมค่าจิ๊กและค่าขนส่งไว้แล้ว แถมมีเครดิตเทอม 30 วันและพร้อมส่งของเร็วกว่า 2 สัปดาห์ เมื่อคำนวณต้นทุนรวมและความเสี่ยงแล้ว เจ้า B คุ้มค่าและตอบโจทย์แผนการผลิตของเรามากที่สุดครับ”

เห็นไหมครับว่า พอเรามองทะลุตัวเลขราคาต่อชิ้นลงไปถึงองค์ประกอบย่อยๆ การตัดสินใจเลือกผู้รับเหมาผลิตชิ้นส่วนโลหะก็จะเฉียบขาดขึ้น ช่วยบริษัทประหยัดเงินได้จริง แถมยังได้ของตรงสเปค ไม่ต้องมานั่งปวดหัวตามแก้ปัญหาทีหลังด้วยครับ ลองเอาเทคนิคนี้ไปปรับใช้กับงานรอบหน้าดูนะครับ รับรองว่าทำงานง่ายขึ้นเยอะ!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *